ค้นหาบล็อกนี้

กำลังโหลด...

วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2558

(แผนเก่า ครั้งที่ 14 )
แผนการสอน  วิชาวิทยาศาตร์  (พว31001)
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย



ใบงานที่ 1

 เรื่อง ดาราศาสตร์เพื่อชีวิต , เทคโนโลยีอวกาศ
รายวิชา วิทยาศาสตร์ (พว  31001) ระดับ มัธยมศึกษาตอนปลาย


1. เทคโนโลยีอวกาศ หมายถึง............................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................

2. เทคโนโลยีอวกาศได้มีการพัฒนาไปเป็นอย่างมากเมื่อเทียบกับสมัยก่อน ทาให้ได้ความรู้ใหม่ๆ มากขึ้น โดยองค์การที่มีส่วนมากในการพัฒนาทางด้าน
......................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................


เฉลยใบงานที่ 1

คำถามที่ 1

เทคโนโลยีอวกาศ หมายถึง การนาความรู้ที่ได้จากการสารวจสิ่งต่างๆที่อยู่นอกโลกของเราและสารวจโลกของเรามาใช้ประโยชน์กับมนุษย์ โดยอาศัยความรู้ด้านวิทยาศาสตร์อวกาศ ซึ่งเกี่ยวกับทางด้านดาราศาสตร์ และวิศวกรรมควบคู่กัน หรือจะให้ความหมายอีกด้านหนึ่งได้ว่า เทคโนโลยีอวกาศ หมายถึง การนาเทคโนโลยีที่ทาขึ้นเพื่อใช้สารวจอวกาศโดยมีวัตถุประสงค์ของการใช้งานในแต่ละครั้งแตกต่างกันไปตามความต้องการของมนุษย์ เช่น โครงการอะพอลโล มีจุดประสงค์เพื่อสารวจดวงจันทร์ โครงการสกายแล็บ จุดประสงค์เพื่อค้นคว้าทดลองการอยู่ในอวกาศให้ด้านนานที่สุดศึกษาเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ การแพทย์ ฟิสิกส์ โครงการอะพอลโล-โซยูส มีจุดประสงค์เพื่อทดสอบระบบนัดพบ และเชื่อมยานอวกาศ โครงการขนส่งอวกาศเพื่อใช้บรรทุกสิ่งของและมนุษย์ที่ไปอวกาศ และเพื่อลดการใช้จ่ายในการใช้ยานอวกาศ

คำถามที่ 2

เทคโนโลยีอวกาศได้มีการพัฒนาไปเป็นอย่างมากเมื่อเทียบกับสมัยก่อน ทาให้ได้ความรู้ใหม่ๆ มากขึ้น โดยองค์การที่มีส่วนมากในการพัฒนาทางด้านนี้ คือองค์การนาซ่าของสหรัฐ อเมริกาได้มีการจัดทาโครงการขึ้นมากมายทั้งเพื่อการสารวจดาวที่ต้องการศึกษาโดยเฉพาะ และทาขึ้นเพื่อการสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์ การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีอวกาศนั้นมีทั้งด้านการสื่อสารซึ่งทาให้การสื่อสารในปัจจุบันพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว การสารวจทรัพยากรโลกทาให้ทราบว่าปัจจุบันนี้โลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง และการพยากรณ์อากาศเพื่อเตรียมพร้อมที่จะรับกับสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจจะเกิด
(แผนเก่า ครั้งที่ 13)

แผนการสอน  วิชาวิทยาศาตร์  (พว31001)
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

  
 ใบความรู้ เรื่องทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม
วิชา  วิทยาศาสตร์ (พว 31001)   ระดับ มัธยมศึกษาตอนปลาย
เรื่องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ขณะที่แผ่นเปลือกโลกยึดติดกันอยู่ แรงดันของของเหลวภายใต้แผ่นเปลือกโลกจะทำให้รอยต่อเกิดแรงเค้น (Stress) เปรียบเทียบได้กับการดัดไม้ ซึ่งไม้จะดัดงอและสะสมแรงเค้นไปเรื่อยๆ จนแรงเค้นเกินจุดแตกหัก ไม้ก็จะหักออกจากกัน ในทำนองเดียวกัน เมื่อเปลือกโลกสะสมแรงเค้นถึงจุดแตกหัก เปลือกโลกจะเคลื่อนที่สัมพัทธ์ ระหว่างกัน พร้อมทั้งปลดปล่อยพลังงานออกมา ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปร่างของเปลือกโลกและเกิดแรงสั่นสะเทือนเป็นคลื่นแผ่นดินไหว ซึ่งคนเราสามารถรู้สึกได้ และสร้างความเสียหายแก่สิ่งก่อสร้างทั่วไป การส่งผ่านพลังงานที่เปลือกโลกปลดปล่อยจากจุดหนึ่งไปยังจุดหนึ่ง เกิดจากการเคลื่อนตัวของอนุภาคของดิน การเคลื่อนตัวของอนุภาคของดินดังที่กล่าวมานี้จะมีลักษณะ คล้ายคลื่น จึงเรียกว่า คลื่นแผ่นดินไหว คลื่นแผ่นดินไหวมี ๒ ประเภท คือ
ประเภทแรก เป็นคลื่นที่เกิดจากการอัดตัวที่เรียกว่า คลื่นอัดตัว (Compressional Wave) หรือ คลื่นปฐมภูมิ (Primary Wave : P-Wave) หากเรามองที่อนุภาคของดิน ณ จุดใดจุดหนึ่ง เมื่อแผ่นเปลือกโลกเคลื่อนที่เกิดแรงอัดขึ้น ทำให้อนุภาคของดินถูกอัดเข้าหากันอย่างรวดเร็ว การอัดตัวอย่างรวดเร็ว ของอนุภาคดินก่อให้เกิดแรงปฏิกิริยาภายใน ต่อต้านการหดตัว แรงปฏิกิริยานี้จะทำให้ดินขยายตัวออกอย่างรวดเร็ว ผ่านจุดที่เป็นสภาวะเดิม การขยายตัวของอนุภาคดินนี้ก็จะทำให้เกิดแรงอัดในอนุภาคถัดไป ทำให้เกิดปฏิกิริยาต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ และแผ่รัศมีออกโดยรอบ คลื่นนี้จะเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว ๑.๕ - ๘ กิโลเมตร/วินาที
ประเภทที่ ๒ เป็นคลื่นที่เกิดจากการเปลี่ยนรูปร่างของอนุภาคแบบเฉือน เรียกว่า คลื่นเฉือน (Shear Wave หรือ คลื่นทุติยภูมิ (Secondary Wave : S-Wave) เช่นเดียวกับแรงอัดเมื่อแผ่นเปลือกโลกเคลื่อนที่ นอกจากแรงอัดแล้ว ยังเกิดแรงที่ทำให้อนุภาคของดิน เปลี่ยนรูปร่าง การเปลี่ยนรูปร่างของอนุภาคดินก่อให้เกิดแรงปฏิกิริยาภายในต่อต้านการเปลี่ยนรูปร่าง ซึ่งทำให้เกิดการเคลื่อนที่เป็นคลื่นแผ่รัศมีออกโดยรอบ คลื่นนี้จะเคลื่อนที่ ด้วยความเร็วประมาณร้อยละ ๖๐ - ๗๐ ของคลื่นอัดตัว
โดยธรรมชาติคลื่นอัดตัวจะทำให้เกิดการสั่นสะเทือนในทิศทางเดียวกันกับที่คลื่น เคลื่อนที่ไป ส่วนคลื่นเฉือนจะทำให้พื้นดินสั่นสะเทือนในทิศทางตั้งฉากกับทิศทางการเคลื่อนที่ของคลื่น ถึงแม้ว่าความเร็วของคลื่นแผ่นดินไหวจะต่างกันมากถึง ๑๐ เท่า แต่อัตราส่วนระหว่างความเร็วของคลื่นอัดตัว กับความเร็วของคลื่นเฉือนค่อนข้างคงที่ ฉะนั้น นักวิทยาศาสตร์ด้านแผ่นดินไหวจึงสามารถคำนวณหาระยะทางถึงจุดศูนย์กลางของแผ่นดินไหวได้ โดยเอาเวลาที่คลื่นเฉือนมาถึง ลบด้วยเวลาที่คลื่นอัดตัวมาถึง (เวลาเป็นวินาที) คูณด้วยแฟกเตอร์ ๘ จะได้ระยะทางโดยประมาณเป็นกิโลเมตร
(S - P) x 8
S คือ เวลาที่คลื่นเฉือนเคลื่อนที่มาถึง
P คือ เวลาที่คลื่นอัดตัวเคลื่อนที่มาถึง
คลื่นแผ่นดินไหวจะเคลื่อนที่ไปรอบโลก ฉะนั้น หากเรามีเครื่องมือที่ละเอียดเพียงพอ ก็สามารถวัดการเกิดแผ่นดินไหว จากที่ไหนก็ได้บนโลก หลักการนี้ได้นำมาใช้ในการตรวจจับเรื่องการทดลองอาวุธปรมาณู เทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบันสามารถตรวจจับ การระเบิดของอาวุธปรมาณู ที่ก่อให้เกิดการ สั่นสะเทือนเทียบเท่ากับแผ่นดินไหวขนาด ๓.๕ ตามมาตราริกเตอร์
ขนาดของแผ่นดินไหวสามารถวัดได้ด้วยเครื่องวัดความไหวสะเทือน (Seismograph) หลักการโดยสังเขปของเครื่องมือคือ มีตัวโครงยึดติดกับพื้นดิน เมื่อแผ่นดินมีการ เคลื่อนที่ กระดาษกราฟที่ติดอยู่กับโครงจะเคลื่อนที่ตามแผ่นดิน แต่ลูกตุ้มซึ่งมีความ เฉื่อยจะไม่เคลื่อนที่ตาม ปากกาที่ผูกติดกับลูกตุ้มก็จะเขียนกราฟลงบนกระดาษ และในขณะเดียวกัน กระดาษก็จะหมุนไปด้วยความเร็วคงที่ ทำให้ได้กราฟแสดงความสัมพันธ์ของขนาดการเคลื่อนที่ของแผ่นดินต่อหน่วยเวลา
การวัดแผ่นดินไหวนิยมวัดอยู่ ๒ แบบ ได้แก่ การวัดขนาด (magnitude) และการวัดความรุนแรง (intensity) การวัดขนาดเป็นการวัดกำลังหรือพลังงานที่ปลดปล่อยในการเกิดแผ่นดินไหว ส่วนการวัดความรุนแรงเป็นการวัดผลกระทบของแผ่นดินไหว ณ จุดใดจุดหนึ่งที่มีต่อคน โครงสร้างอาคาร และพื้นดิน มาตราการวัดแผ่นดินไหวมีอยู่หลายมาตรา ในที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะที่นิยมใช้ทั่วไป ๓ มาตรา ได้แก่ มาตราริกเตอร์ มาตราการวัดขนาดโมเมนต์ และมาตราความรุนแรงเมอร์คัลลี
ก. มาตราริกเตอร์  มาตราการวัดขนาดแผ่นดินไหวที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในขณะนี้ ได้แก่ มาตราริกเตอร์ ซึ่งเสนอโดย ชาลส์ เอฟ. ริกเตอร์ (Charles F. Richter นักวิทยาศาสตร์ด้านแผ่นดินไหว    ชาวอเมริกัน) ใน พ.ศ. ๒๔๗๘ ริกเตอร์ค้นพบว่า การวัดค่าแผ่นดินไหวที่ดีที่สุด ได้แก่ การวัดพลังงานจลน์ที่เกิดขึ้นในขณะเกิดแผ่นดินไหว ริกเตอร์ได้บันทึกคลื่นแผ่นดินไหวจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวจำนวนมาก งานวิจัยของริกเตอร์แสดงให้เห็นว่า พลังงานแผ่นดินไหวที่สูงกว่าจะทำให้เกิดความสูงคลื่น (amplitude) ที่สูงกว่า เมื่อระยะทางห่างจากจุดที่เกิดแผ่นดินไหวเท่ากัน ริกเตอร์ ได้หาความสัมพันธ์ทางคณิตศาสตร์ระหว่างพลังงานกับความสูงคลื่น และปรับแก้ด้วยระยะทางจากศูนย์กลางการเกิดแผ่นดินไหว
ML = log A+D
ML ขนาดของแผ่นดินไหว
A ความสูงคลื่นหน่วยเป็นมิลลิเมตร
D ตัวแปรปรับแก้ระยะทางจากศูนย์กลางแผ่นดินไหว ขึ้นอยู่กับสถานที่เกิดแผ่นดินไหว
ข. มาตราขนาดโมเมนต์ การวัดขนาด ด้วยมาตราริกเตอร์เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย แต่วิธีการของริกเตอร์ยังไม่แม่นตรงนักในเชิงวิทยาศาสตร์ เมื่อมีสถานีตรวจวัดคลื่นแผ่นดินไหวมากขึ้นทั่วโลก ข้อมูลที่ได้ แสดงว่า วิธีการของริกเตอร์ใช้ได้ดีเฉพาะในช่วงความถี่และระยะทางหนึ่งเท่านั้น ใน พ.ศ. ๒๕๒๐ ฮิรู คะนะโมะริ ( Hiroo Kanamori นักธรณีฟิสิกส์ ชาวญี่ปุ่น) ได้เสนอวิธีวัดพลังงานโดยตรงจากการวัดการเคลื่อนที่ของรอยเลื่อน มาตราการวัดขนาดของคะนะโมะริ เรียกว่า มาตราขนาดโมเมนต์             ( Moment Magnitude Scale)
ค. มาตราความรุนแรงเมอร์คัลลี นอกจากการวัดขนาดแผ่นดินไหว บางครั้งนักธรณีวิทยาใช้มาตราความรุนแรง ( Intensity) เพื่ออธิบายผลกระทบที่แตกต่างกันของแผ่นดินไหว มาตราความรุนแรงที่นิยม   ใช้กัน ได้แก่ มาตราความรุนแรงเมอร์คัลลี ( Mercalli Intensity Scale) ซึ่งมาตราความรุนแรงเมอร์คัลลีกำหนดขึ้นครั้งแรกโดย กวีเซปเป เมอร์คัลลี ( Guiseppe Mercalli ชาวอิตาเลียน นักวิทยาศาสตร์ด้านแผ่นดินไหวและภูเขาไฟ) ใน พ.ศ. ๒๔๔๕ และต่อมาปรับปรุงโดยแฮร์รี วูด ( Harry Wood  นักวิทยาศาสตร์ด้านแผ่นดินไหว ชาวอเมริกัน) และแฟรงก์ นิวแมนน์ ( Frank Neumann นักวิทยาศาสตร์ด้านแผ่นดินไหว      ชาวอเมริกัน) ใน พ.ศ. ๒๔๗๔ มาตราความรุนแรงเมอร์คัลลีจัดลำดับขั้นความรุนแรงตามเลขโรมันจาก I-XII
แผ่นดินถล่ม (land slides)
แผ่นดินถล่มเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติของการสึกกร่อนชนิดหนึ่ง ที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อบริเวณพื้นที่ที่เป็นเนินสูงหรือภูเขาที่มีความลาดชันมาก เนื่องจากขาดความสมดุลในการทรงตัวบริเวณดังกล่าว ทำให้เกิดการปรับตัวของพื้นดินต่อแรงดึงดูดของโลกและเกิดการเคลื่อนตัวขององค์ประกอบธรณีวิทยาบริเวณนั้นจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ แผ่นดินถล่มมักเกิดในกรณีที่มีฝนตกหนักมากบริเวณภูเขาและภูเขานั้นอุ้มน้ำไว้จนเกิดการอิ่มตัว จนทำให้เกิดการพังทลาย
ประเภทของแผ่นดินถล่ม
แบ่งตามลักษณะการเคลื่อนตัวได้ 3 ชนิดคือ
1. แผ่นดินถล่มที่เคลื่อนตัวอย่างแผ่นดินถล่มที่เคลื่อนตัวอย่างช้าๆ เรียกว่า Creep เช่น Surficial Creep
2. แผ่นดินถล่มที่เคลื่อนตัวอย่างรวดเร็วเรียกว่า Slide หรือ Flow เช่น Surficial  Slide
3. แผ่นดินถล่มที่เคลื่อนตัวอย่างฉับพลัน เรียกว่า Fall Rock Fall
นอกจากนี้ยังสามารถแบ่งออกได้ตามลักษณะของวัสดุที่ล่วงหล่นลงมาได้ 3 ชนิด คือ
" แผ่นดินถล่มที่เกิดจากการเคลื่อนตัวของผิวหน้าดินของภูเขา
" แผ่นดินถล่มที่เกิดจากการเคลื่อนที่ของวัตถุที่ยังไม่แข็งตัว
" แผ่นดินถล่มที่เกิดจากการเคลื่อนตัวของชั้นหิน
แผ่นดินถล่มในประเทศไทย
              แผ่นดินถล่มในประเทศไทย ส่วนใหญ่มักเกิดภายหลังฝนตกหนักมากบริเวณภูเขาซึ่ง
เป็นต้นน้ำลำธาร บริเวณตอนบนของประเทศ โดยเฉพาะในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีโอกาสเกิดแผ่นดินถล่มเนื่องมาจากพายุหมุนเขตร้อนเคลื่อนผ่านในระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม ในขณะที่ภาคใต้จะเกิดในช่วงฤดูมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม
 ปัจจัยที่ส่งเสริมความรุนแรงของแผ่นดินถล่ม
1. ปริมาณฝนที่ตกบนภูเขา
2. ความลาดชันของภูเขา
3. ความสมบูรณ์ของป่าไม้
4. ลักษณะทางธรณีวิทยาของภูเขา
ลำดับเหตุการณ์ของการเกิดแผ่นดินถล่ม
               เมื่อฝนตกหนักน้ำซึมลงไปในดินอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ดิน อิ่มน้ำ แรงยึดเกาะระหว่างมวลดินจะลดลง ระดับน้ำใต้ผิวดินสูงขึ้นจะทำให้แรงต้านทานการเลื่อนไหล ของดินลดลง เมื่อน้ำใต้ผิวดินมีระดับสูงก็จะไหลภายในช่องว่างของดิน ลงตามความชันของลาดเขา เมื่อมีการเปลี่ยนความชัน ก็จะเกิดเป็นน้ำผุด และเป็นจุดแรกที่มีการเลื่อนไหลของดิน เมื่อเกิดดินเลื่อนไหลแล้วก็จะเกิดต่อเนื่องขึ้นไปตามลาดเขา
ปัจจัยสำคัญที่เป็นสาเหตุของการเกิดแผ่นดินถล่ม
- ลักษณะของดินที่เกิดจากการผุพังของหินบนลาดเขา
- ลาดเขาที่มีความลาดชันมาก (มากกว่า 30 เปอร์เซนต์)
- มีการเปลี่ยนแปลงสภาพป่า
ภาวะโลกร้อน (Global Warming)
      ภาวะโลกร้อน (Global Warming) หรือ ภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง (Climate Change) เป็นปัญหาใหญ่ของโลกเราในปัจจุบัน สังเกตได้จาก อุณหภูมิ ของโลกที่สูงขึ้นเรื่อยๆ สาเหตุหลักของปัญหานี้ มาจาก ก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse gases)    ปรากฏการณ์เรือนกระจก มีความสำคัญกับโลก เพราะก๊าซจำพวก คาร์บอนไดออกไซด์ หรือ มีเทน จะกักเก็บความร้อนบางส่วนไว้ในในโลก ไม่ให้สะท้อนกลับสู่บรรยากาศทั้งหมด มิฉะนั้น โลกจะกลายเป็นแบบดวงจันทร์ ที่ตอนกลางคืนหนาวจัด (และ ตอนกลางวันร้อนจัด เพราะไม่มีบรรยากาศ กรองพลังงาน จาก ดวงอาทิตย์) ซึ่งการทำให้โลกอุ่นขึ้นเช่นนี้ คล้ายกับหลักการของ เรือนกระจก (ที่ใช้ปลูกพืช) จึงเรียกว่า ปรากฏการณ์เรือนกระจก (Greenhouse Effect) แต่การเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของ CO2 ที่ออกมาจาก โรงงานอุตสาหกรรม รถยนต์ หรือการกระทำใดๆที่เผา เชื้อเพลิงฟอสซิล (เช่น ถ่านหิน น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ หรือ สารประกอบไฮโดรคาร์บอน ) ส่งผลให้ระดับปริมาณ CO2 ในปัจจุบันสูงเกิน 300 ppm (300 ส่วน ใน ล้านส่วน) เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 6 แสนปีซึ่ง คาร์บอนไดออกไซด์ ที่มากขึ้นนี้ ได้เพิ่มการกักเก็บความร้อนไว้ในโลกของเรามากขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดเป็น ภาวะโลกร้อน ดังเช่นปัจจุบัน
ภาวะโลกร้อนภายในช่วง 10 ปีนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533 มานี้ ได้มีการบันทึกถึงปีที่มีอากาศร้อนที่สุดถึง 3 ปีคือ ปี พ.ศ. 2533, พ.ศ.2538 และปี พ.ศ. 2540 แม้ว่าพยากรณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ยังมีความไม่แน่นอนหลายประการ แต่การถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์ได้เปลี่ยนหัวข้อจากคำถามที่ว่า "โลกกำลังร้อนขึ้นจริงหรือ" เป็น "ผลกระทบจากการที่โลกร้อนขึ้นจะส่งผลร้ายแรง และต่อเนื่องต่อสิ่งที่มีชีวิตในโลกอย่างไร" ดังนั้น ยิ่งเราประวิงเวลาลงมือกระทำการแก้ไขออกไปเพียงใด ผลกระทบที่เกิดขึ้นก็จะยิ่งร้ายแรงมากขึ้นเท่านั้น และบุคคลที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือ ลูกหลานของพวกเราเอง
สาเหต
ภาวะโลกร้อนเป็นภัยพิบัติที่มาถึง โดยที่เราทุกคนต่างทราบถึงสาเหตุของการเกิดเป็นอย่างดี นั่นคือ การที่มนุษย์เผาผลาญเชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ เพื่อผลิตพลังงาน เราต่างทราบดีถึงผลกระทบบางอย่างของภาวะโลกร้อน เช่น การละลายของน้ำแข็งในขั้วโลก ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น ความแห้งแล้งอย่างรุนแรง การแพร่ระบาดของโรคร้ายต่างๆ อุทกภัย ปะการังเปลี่ยนสีและการเกิดพายุรุนแรงฉับพลัน โดยผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ได้แก่ ประเทศตามแนวชายฝั่ง ประเทศที่เป็นเกาะ และภูมิภาคที่กำลังพัฒนาอย่างเอเชียอาคเนย์    จากการทำงานของคณะกรรมการของรัฐบาลนานาชาติ ว่าด้วยเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีองค์การวิทยาศาสตร์ ได้ร่วมมือกับองค์การสหประชาชาติ เฝ้าสังเกตผลกระทบต่างๆ และได้พบหลักฐานใหม่ที่แน่ชัดว่า จากการที่ภาวะโลกร้อนขึ้นในช่วง 50 กว่าปีมานี้ ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการกระทำของมนุษย์ ซึ่งส่งผลกระทบอย่างต่อเนื่องให้อุณหภูมิของโลกเพิ่มขึ้นในทุกหนทุกแห่ง ประมาณ 1.4-5.8 องศาเซลเซียส การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปทีละเล็กทีละน้อย แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงซึ่งเกิดขึ้นบ่อยครั้ง และมีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดได้แก่ ความแห้งแล้งอย่างรุนแรง วาตภัย อุทกภัย พายุฝนฟ้าคะนอง พายุทอร์นาโด แผ่นดินถล่ม และการเกิดพายุรุนแรงฉับพลัน จากภาวะอันตรายเหล่านี้พบว่า ผู้ที่อาศัยอยู่ในเขตพื้นที่ที่เสี่ยงกับการเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งได้รับผลกระทบมากกว่าพื้นที่ส่วนอื่นๆ ยังไม่ได้รับการเอาใจใส่และช่วยเหลือเท่าที่ควร นอกจากนี้ ยังมีการคาดการณ์ว่า การที่อุณหภูมิของโลกสูงขึ้น เป็นเหตุให้ปริมาณผลผลิตเพื่อการบริโภคโดยรวมลดลง ซึ่งทำให้จำนวนผู้อดอยากหิวโหยเพิ่มขึ้นอีก 60-350 ล้านคน ในประเทศไทยและฟิลิปปินส์ มีโครงการพลังงานต่างๆ ที่จัดตั้งขึ้น และการดำเนินงานของโครงการเหล่านี้ ได้ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศวิทยาอย่างเห็นได้ชัด ตัวอย่างเช่น การเปลี่ยนแปลงของฝนที่ไม่ตกตามฤดูกาล และปริมาณน้ำฝนที่ตกในแต่ละช่วงได้เปลี่ยนแปลงไป การบุกรุกและทำลายป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ การสูงขึ้นของระดับน้ำทะเลและอุณหภูมิของน้ำทะเล ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมากต่อระบบนิเวศวิทยาตามแนวชายฝั่ง และจากการที่อุณหภูมิของน้ำทะเลสูงขึ้นนี้ ได้ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนสีของน้ำทะเล ดังนั้น แนวปะการังต่างๆ จึงได้รับผลกระทบและถูกทำลายเช่นกัน
ประเทศไทยเป็นตัวอย่างของประเทศที่มีชายฝั่งทะเล ที่มีความยาวประมาณ 2,490 กิโลเมตร และเป็นแหล่งที่มีความสำคัญอย่างมากต่อเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การประมง การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และความไม่แน่นอนของฤดูการที่ส่งผลกระทบต่อการทำเกษตรกรรม มีการคาดการณ์ว่า หากระดับน้ำทะเลสูงขึ้นอีกอย่างน้อย 1 เมตรภายในทศวรรษหน้า หาดทรายและพื้นที่ชายฝั่งในประเทศไทยจะลดน้อยลง สถานที่ตากอากาศชายทะเล รวมถึงอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ เช่น พัทยา และ ระยองจะได้รับผลกระทบโดยตรง แม้แต่กรุงเทพมหานคร ก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงจากผลกระทบของระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นนี้เช่นกันปัญหาด้านสุขภาพ ก็เป็นเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง จากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงนี้ด้วย เนื่องจากอุณหภูมิและความชื้นที่สูงขึ้น ส่งผลให้มีการเพิ่มขึ้นของยุ่งมากขึ้น ซึ่งนำมาสู่การแพร่ระบาดของไข้มาเลเรียและไข้ส่า นอกจากนี้โรคที่เกี่ยวข้องกับน้ำ เช่น อหิวาตกโรค ซึ่งจัดว่าเป็นโรคที่แพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็วโรคหนึ่งในภูมิภาคนี้ คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง จากอุณหภูมิและความชื้นที่สูงขึ้น คนยากจนเป็นกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงสูงต่อผลกระทบ จากการเปลี่ยนแปลงนี้ ประกอบกับการให้ความรู้ในด้านการดูแลรักษาสุขภาพที่ดี ยังมีไม่เพียงพอ ปัจจุบันนี้สัญญาณเบื้องต้นของสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป ได้ปรากฏขึ้นอย่างแจ้งชัด ดังนั้น สมควรหรือไม่ที่จะรอจนกว่าจะค้นพบข้อมูลมากขึ้น หรือ มีความรู้ในการแก้ไขมากขึ้น ซึ่ง ณ เวลานั้นก็อาจสายเกินไปแล้วที่จะแก้ไขได้
ปรากฏการณ์เรือนกระจกคืออะไร?
"ปรากฏการณ์เรือนกระจก" (greenhouse effect) คือ ปรากฏการณ์ที่โลกมีอุณหภูมิสูงขึ้นเนื่องจาก พลังงานแสงอาทิตย์ ์ในช่วงความยาวคลื่นอินฟราเรดที่สะท้อนกลับถูกดูดกลืนโดยโมเลกุลของ ไอน้ำ คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2)  มีเทน (CH4) และ CFCsไนตรัสออกไซด์ (N2O)ในบรรยากาศทำให้โมเลกุลเหล่านี้มีพลังงานสูงขึ้นมีการถ่ายเทพลังงานซึ่งกันและกันทำให้อุณหภูมิในชั้นบรรยากาศสูงขึ้นการถ่ายเทพลังงานและความยาวคลื่นของโมเลกุลเหล่านี้ต่อๆกันไป ในบรรยากาศทำให้โมเลกุลเกิดการสั่นการเคลื่อนไหว ตลอดเวลาและมาชนถูกผิวหนังของเรา ทำให้เรารู้สึกร้อน  ในประเทศในเขตหนาวมีการเพาะปลูกพืชโดยอาศัยการควบคุมอุณหภูมิความร้อนโดยใช้หลักการที่พลังงานความร้อนจากแสงอาทิตย์ส่องผ่านกระจก แต่ความร้อนที่อยู่ภายในเรือนกระจกไม่สามารถสะท้อนกลับออกมาทำให้อุณหภูมิภายในสูงขึ้นเหมาะแก่การเพาะปลูกของพืช จึงมีการเปรียบเทียบปรากฏการณ์ที่อุณหภูมิของโลกสูงขึ้นนี้ว่าภาวะ เรือนกระจก(greenhouse effect) ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) เป็นก๊าซที่สะสมพลังงานความร้อนในบรรยากาศโลกไว้มากที่สุดและมีผลทำให้ อุณหภูมิของโลกสูงขึ้นมากที่สุดในบรรดาก๊าซเรือนกระจกชนิดอื่นๆ CO2ส่วนมากเกิดจากการกระทำของมนุษย์เช่น   การเผาไหม้เชื้อเพลิง ,  การผลิตซีเมนต์ , การเผาไม้ทำลายป่า
ก๊าซที่ก่อให้เกิดปรากฏการณ์เรือนกระจก  มีดังนี้
•       คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) เกิดจากการเผาไหม้ต่าง ๆ
•       มีเทน ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการสลายตัวของอินทรียวัตถุ เช่น ขยะมูลฝอยที่ย่อยสลายได้ ของเสีย อุจจาระ
•       CFC เป็นสารประกอบสำหรับทำความเย็น พบในเครื่องทำความเย็นต่างๆ เป็นสิ่งที่อยู่ร่วมกับฟรีออน และยังพบได้ในสเปรย์ต่าง ๆ อีกด้วย
•       Nitrous Oxide (N2O) เป็นก๊าซมีพิษที่เกิดจากเครื่องยนต์ การเผาถ่านหิน และใช้ประกอบในรถยนต์เพื่อเพิ่มกำลังเครื่อง
ก๊าซเหล่านี้เช่น CFC จะทำปฏิกิริยากับรังสีอัลตราไวโอเลตและแตกตัวออกเป็นโมเลกุลคลอรีนและโมเลกุลต่างๆอีกหลายชนิด ซึ่งโมเลกุลเหล่านี้จะเป็นตัวทำลายโมเลกุลของออกซิเจนชนิดพิเศษหรือ O3 บนชั้นบรรยากาศโอโซน ทำให้รังสีอัลตราไวโอเลต และอินฟาเรดส่องผ่านลงมายังพื้นโลกมากขึ้น ในขณะเดียวกันก๊าซเหล่านี้ก็กันรังสีไม่ให้ออกไปจากบรรยากาศโลก ด้วยว่าที่รังสีเหล่านี้เป็นพลังงาน พวกมันจึงทำให้โลกร้อนขึ้น
•       ก๊าซไฮโดรฟลูโรคาร์บอน ( HFCS)
•       ก๊าซเปอร์ฟลูโรคาร์บอน ( CFCS)
•       ก๊าซซัลเฟอร์เฮกซ่าฟลูโอโรด์ ( SF6 )
ก๊าซเหล่านี้สมควรที่จะต้องลดการปล่อยออกมา  ซึ่งผู้ที่จะลดการปล่อยก๊าซเหล่านี้ได้ก็คือ มนุษย์ทุกคน



ตารางแสดงแก๊สเรือนกระจกและแหล่งที่มา
แก๊สเรือนกระจก
 แหล่งที่มา   
ส่งผลให้โลกร้อนขึ้น (%)
แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์(CO2)
1) จากแหล่งธรรมชาติ เช่น กระบวนการหายใจของสิ่งมีชีวิต
2) จากมนุษย์ เช่น การเผาไหม้เชื้อเพลิงจากโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ , การตัดไม้ทำลายป่า (ลดการดูดซับ CO2)
57
แก๊สมีเทน(CH4)
1) จากแหล่งธรรมชาติ เช่น จากการย่อยสลายของสิ่งมีชีวิต, การเผาไหม้ที่เกิดจากธรรมชาติ
2) จากมนุษย์ เช่น จากนาข้าว, แหล่งน้ำท่วม, จากการเผาไหม้เชื้อเพลิงประเภทถ่านหิน น้ำมัน และแก๊สธรรมชาต
12
แก๊สไนตรัสออกไซด(N2O)
 1) จากมนุษย์ เช่น อุตสาหกรรมที่ใช้กรดไนตริกในขบวนการผลิต, อุตสาหกรรมพลาสติก, อุตสาหกรรมไนลอน, อุตสาหกรรมเคมี, การเผาไหม้เชื้อเพลิงจากซากพืชและสัตว์, ปุ๋ย, การเผาป่า
2) จากแหล่งธรรมชาติ - อยู่ในภาวะที่สมดุล
6
แก๊สที่มีส่วนประกอบคลอโรฟลูออโรคาร์บอน(CFCS) 
จากมนุษย์ เช่น อุตสาหกรรมต่างๆ และอุปกรณ์เครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น โฟม, กระป๋องสเปรย์, เครื่องทำความเย็น ; ตู้เย็น แอร์ , ตัวทำลาย (แก๊สนี้จะรวมตัวทางเคมีได้ดีกับโอโซนทำให้โอโซนในชั้นบรรยากาศลดลงหรือเกิดรูรั่วในชั้นโอโซน)  
25

2.การใช้ทรัพยากรธรรมชาติและผลกระทบ
ความหมายของทรัพยากรธรรมชาติ
          ทรัพยากรธรรมชาติ (Natural resources) หมายถึงสิ่งที่ปรากฏอยู่ตามธรรมชาติหรือสิ่งที่ขึ้นเอง อำนวยประโยชน์แก่มนุษย์และธรรมชาติด้วยกันเอง (ทวี ทองสว่าง และทัศนีย์ ทองสว่าง,2523:4) ถ้าสิ่งนั้นยังไม่ให้ประโยชน์ต่อมนุษย์ ก็ไม่ถือว่าเป็นทรัพยากรธรรมชาติ (เกษม จันทร์แก้ว,2525:4)
          การใช้คำว่า "ทรัพยากรธรรมชาติ" และคำว่า "สิ่งแวดล้อม" บางครั้งผู้ใช้อาจจะเกิดความสับสนไม่ทราบว่าจะใช้คำไหนดี จึงน่าพิจารณาว่าคำทั้งสองนี้มีความคล้ายคลึงและแตกต่างกันอย่างไร ในเรื่องนี้ เกษม จันทร์แก้ว (2525:7-8) ได้เสนอไว้ดังนี้
          1. ความคล้ายคลึงกัน ในแง่นี้พิจารณาจากที่เกิด คือ เกิดขึ้นตามธรรมชาติเหมือนกันทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมต่างเป็นสิ่งที่ให้ประโยชน์ต่อมนุษย์เช่นกัน มนุษย์รู้จักใช้ รู้จักคิดในการนำทรัพยากรธรรมชาติมาใช้ และมนุษย์อาศัยอยู่ในทรัพยากรธรรมชาติต่าง ๆ ก็ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทรัพยากรธรรมชาติ แล้วมนุษย์ก็เรียกสิ่งต่าง ๆ ทั้งหมดว่า "สิ่งแวดล้อมความคล้ายคลึงกันของ คำว่า ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอยู่ที่ว่าทรัพยากรธรรมชาติเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งแวดล้อม
          2. ความแตกต่าง ทรัพยากรธรรมชาติเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่สิ่งแวดล้อมนั้นประกอบด้วยทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นโดยอาศัยทรัพยากรธรรมชาติ หากขาดทรัพยากรธรรมชาติ มนุษย์จะไม่สามารถสร้างสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ ได้เลย
ประเภทของทรัพยากรธรรมชาติ
          การแบ่งประเภทของทรัพยากรธรรมชาติมีการแบ่งกันหลายลักษณะ แต่ในทีนี้ แบ่งโดยใช้เกณฑ์ของการนำมาใช้ แบ่งออกเป็น ประเภท  ดังนี้
          1. ทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้แล้วไม่หมดสิ้น (Inexhaustible natural resources) เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่เกิดขึ้นก่อนที่จะมีมนุษย์ เมื่อมีมนุษย์เกิดขึ้นมาสิ่งเหล่านี้ก็มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ จำแนกเป็น 2 ประเภท ได้แก่
              1.1 ประเภทที่คงสภาพเดิมไม่เปลี่ยนแปลง (Immutuable) ได้แก่ พลังงานจากดวงอาทิตย์ ลม อากาศ ฝุ่น แม้กาลเวลาจะผ่านไปนานเท่าใดก็ตามสิ่งเหล่านี้ก็ยังคงมีไม่เปลี่ยนแปลง
              1.2 ประเภทที่มีการเปลี่ยนแปลง (Mutuable) การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเนื่องมาจากการใช้ประโยชน์อย่างผิดวิธี เช่น การใช้ที่ดิน การใช้นำโดยวิธีการที่ไม่ถูกต้อง ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านกายภาพ และด้านคุณภาพ
          2. ทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้แล้วทดแทนได้ (renewable natural resources) เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้ไปแล้วสามารถเกิดขึ้นทดแทนได้ ซึ่งอาจจะเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กันชนิดของทรัพยากรธรรมชาติประเภทนั้น ทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้แล้วทดแทนได้ เช่น พืช ป่าไม้ สัตว์ป่า มนุษย์ ความสมบูรณ์ของดิน คุณภาพของน้ำ และทัศนียภาพที่สวยงาม เป็นต้น
          3. ทรัพยากรธรรมชาติที่สามารถนำมาใช้ใหม่ได้ (Recycleable natural resources) เป็นทรัพยากรธรรมชาติจำพวกแร่ธาตุที่นำมาใช้แล้วสามารถนำไปแปรรูปให้กลับไปสู่สภาพเดิมได้ แล้วนำกลับมาใช้ใหม่อีก (อู่แก้ว ประกอบไวยกิจ เวอร์,2525:208) เช่น แร่โลหะ แร่อโลหะ ได้แก่ เหล็ก ทองแดง อะลูมิเนียม แก้ว ฯลฯ
          4. ทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้แล้วหมดสิ้นไป (Exhausting natural resources) เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่นำมาใช้แล้วจะหมดไปจากโลกนี้ หรือสามารถเกิดขึ้นทดแทนได้ แต่ต้องใช้เวลายาวนานมาก ทรัพยากรธรรมชาติประเภทนี้ ได้แก่ น้ำมันปิโตรเลียม ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน เป็นต้น













ครั้งที่ 13

ใบงานที่ 1

 เรื่องการสำรวจทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมในชุมชน
รายวิชาวิทยาศาสตร์ (พว 31001) ระดับ มัธยมศึกษาตอนปลาย

1.  ชุมชน หมายถึง..................................................................................
2.  ปัญหาทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมของชุมชน..........................................
3.  สาเหตุของปัญหาทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมของชุมชน………………....
.......................................................................................................................
4.  แนวทางแก้ไขปัญหาทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมของชุมชน
………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
5.  จงบอกประโยชน์ที่ได้จากการสำรวจชุมชน
..........................................................................................................................
..........................................................................................................................
..........................................................................................................................
เกณฑ์การประเมิน  (10  คะแนน)  พิจารณาจาก
              1. คำตอบตรงประเด็นชัดเจน                        4  คะแนน
              2. การค้นคว้าข้อมูลจากแหล่งที่อ้างอิงได้    3  คะแนน
              3. เขียนด้วยลายมือตนเองและอ่านง่าย        3  คะแนน



ครั้งที่ 13

ใบงานที่ 2

 เรื่องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
รายวิชา วิทยาศาสตร์ (พว  31001) ระดับ มัธยมศึกษาตอนปลาย

1.  ทรัพยากรธรรมชาติแบ่งออกเป็นกี่ประเภทมีอะไรบ้าง  อธิบาย
................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................

2.  กิจกรรมของมนุษย์ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ
......................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................

3.  จงบอกสาเหตุ  และแนวทางแก้ไขการเกิดน้ำเสีย
........................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................
4.  ภาวะโลกร้อน  คือ
........................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................
5.  ปรากฏการณ์เรือนกระจกคือ
........................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................
6.  จงยกตัวอย่างก๊าซที่ทำให้เกิดภาวะเรือนกระจก
........................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................
7.  จงบอกสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน
............................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................
8.  จงบอกวิธีการแก้ไขปัญหาโลกร้อน  มีอะไรบ้าง
..................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................
9.  จงบอกแนวทางที่ปฏิบัติการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคทรัพยากรธรรมชาติ
........................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................
10.  จงบอกแนวทางการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในชุมชนบอกมา  3  ข้อ
........................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................

                                                       ครั้งที่ 13
เฉลยใบงานที่ 2


  เรื่องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
รายวิชา วิทยาศาสตร์ ระดับ มัธยมศึกษาตอนปลาย

1.  ทรัพยากรธรรมชาติแบ่งออกเป็นกี่ประเภทมีอะไรบ้าง  อธิบาย
ทรัพยากรธรรมชาติแบ่งออกเป็น  4  ประเภท
1.  ทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้แล้วไม่หมดสิ้น  เช่น  พลังงานจากดวงอาทิตย์  ลม  อากาศ  ดิน
2.  ทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้แล้วทดแทนได้  เช่น  พืช  ป่าไม้  สัตว์ป่า  มนุษย์
3.  ทรัพยากรธรรมชาติสามารถนำมาใช้ใหม่ได้  เช่น  แร่อโลหะ
4.  ทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้แล้วหมดสิ้นไป  เช่น  น้ำมันปิโตรเลียม  ก๊าซธรรมชาติ  ถ่านหิน
2.  กิจกรรมของมนุษย์ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ
          1.  กิจกรรมด้านอุตสาหกรรม  มีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติมากมาย  และก่อให้เกิดมลพิษ         ต่อสิ่งแวดล้อม  เช่น  อุตสาหกรรมเหมืองแร่  น้ำทิ้ง  การพังทลายของดิน
          2.  กิจกรรมทางการเกษตร  เช่น  มีการใช้ยาฆ่าแมลงเพื่อเพิ่มผลผลิตส่งผลให้เกิดอันตราย         ต่อสิ่งแวดล้อม
          3.  กิจกรรมการบริโภคของมนุษย์  เช่น  ปริมาณขยะที่มีมากขึ้นจากการบริโภค
3.  จงบอกสาเหตุ  และแนวทางแก้ไขการเกิดน้ำเสีย
          สาเหตุ
              1. เกิดจาการสลายตัวของวัชพืช  สิ่งปฏิกูลของสัตว์เมื่อลงสู่แหล่งน้ำ  สลายตัวโดยสาร   จุลินทรีย์  ทำให้ปริมาณออกซิเจนในน้ำต่ำลง
              2. จากแหล่งชุมชนและโรงงานอุตสาหกรรม  เช่น  น้ำเสียจากอาคารบ้านเรือน  น้ำทิ้งจาก       โรงงาน
              3. จากการเกษตรกรรม  เป็นของเสียที่เกิดจากการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์  เช่น  ปุ๋ยเคมี          ยาฆ่าแมลง
          แนวทางแก้ไข
              1. สร้างจิตสำนึกในการใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า
              2. การช่วยกันดูแลรักษาความสะอาดของแหล่งน้ำในชุมชน
              3. การดูแลรักษาป่าซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำลำธารตามธรรมชาติ
              4. ไม่ทิ้งขยะสิ่งปฏิกูลตลอดจนของเหลือใช้จากการผลิตในอุตสาหกรรมลงสู่แม่น้ำ  ลำคลอง
4.  ภาวะโลกร้อน  คือ
          การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ที่ทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่ม       สูงขึ้น
5.  ปรากฏการณ์เรือนกระจกคือ
          เกิดจากก๊าซจำพวกคาร์บอนไดออกไซด์หรือมีเทน  กักเก็บความร้อนบางส่วนไว้ในโลก  ไม่ให้      สะท้อนกลับสู่บรรยากาศทั้งหมด  จะทำให้ตอนกลางคืนหนาวจัด  ตอนกลางวันร้อนจัด  เพราะไม่มี    บรรยากาศ  กรองพลังงานจากดวงอาทิตย์
6.  จงยกตัวอย่างก๊าซทำให้เกิดภาวะเรือนกระจก
1.  ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2)
2.  ก๊าซมีเทน (CH4)
3.  ก๊าซไนตรัสออกไซด์  (N2O)
4.  ก๊าซที่มีส่วนประกอบคลอโรฟลูออไรคาร์บอน  (CFC)
7.  จงบอกสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน
1.  เกิดจากการตัดไม้ทำลายป่า
2.  เกิดจากการเผ่าไหม้เชื้อเพลิงของโรงงานอุตสาหกรรม
3.  เกิดจากการใช้ปุ๋ย  ยาฆ่าแมลงในการเกษตร
4.  เกิดจากการเผาฟางข้าว
          5.  เกิดจากการใช้พลังงานไฟฟ้ามากเกินความจำเป็น
          6.  เกิดจากการเผาไหม้ที่เกิดจากรถยนต์
          7.  เกิดจากการใช้ผลิตภัณฑ์จำพวกโฟม  กระป๋องสเปร์ย
8.  จงบอกวิธีการแก้ไขปัญหาโลกร้อน  ว่ามีอะไรบ้าง
          1.  ไม่ตัดไม้ทำลายป่า
2.  ใช้พลังไฟฟ้าอย่างประหยัด
3.  ขับรถให้น้อยลง  หากเป็นระยะทางใกล้ๆ  สามารถเดินหรือขี่จักรยาน
4.  ควรลดการใช้ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลงในการเกษตร
5.  ไม่ควรเผาฟางข้าวจากการทำนา
6.  ควรหลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์จำพวกโฟม  กระป๋องสเปร์ย 
7.  ควรปลูกต้นไม้เพื่อช่วยลดภาวะโลกร้อน
9.  จงบอกแนวทางที่ปฏิบัติการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคทรัพยากรธรรมชาติ
          1.  ลดการใช้พลังงาน
2.  รักษาแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ
3.  ใช้เทคโนโลยีอย่างชาญฉลาด
4.  เปลี่ยนพฤติกรรมในการอุปโภค  - บริโภค
10.  จงบอกแนวทางการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในชุมชนมา  3  ข้อ
1.  มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ
2.  รู้จักนำทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้แล้วมาผลิตใหม่
3.  รู้จักฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติให้ฟื้นตัวและปรับปรุงให้ดีขึ้น


(แผนเก่า ครั้งที่ 11)
แผนการสอน  วิชาวิทยาศาตร์  (พว31001)
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย


ครั้งที่ 11

ใบงานที่ 1

แบบทดสอบ เรื่องพันธุกรรมและความหลากหลายทางชีวภาพ 
 รายวิชาวิทยาศาสตร์ (พว31001)  ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย



1.       การถ่ายทอดลักษณะต่างๆจากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่งเรียกว่า
ก.       ยีน
ข.       ดีเอ็นเอ
ค.       พันธุกรรม
ง.        โครโมโซม
2.       ข้อใดไม่ใช้ลักษณะการถ่ายทอดทางพันธุกรรม
ก.       สีผิว
ข.       สติปัญญา
ค.       ความรู้
ง.        ลักยิ้ม
3.       ใครคือบิดาแห่งพันธุศาสตร์
ก.       อริสโตเติล
ข.       เกรเกอร์  เมนเดล
ค.       โทมัส  แอดิสัน
ง.        รักเทอร์  ฟอร์ด
4.       สิ่งที่ควบคุมลักษณะทางพันธุกรรม  คือ
ก.       ยีน
ข.       ดี เอ็น เอ
ค.       โครโมโซม
ง.        อาร์ เอ็น เอ
5.       ข้อใดไม่ใช่โรคที่เกิดจากการผิดปกติทางพันธุกรรม
ก.       โรคธาลัสซีเมีย
ข.       โรคตาบอดสี
ค.       โรคดาวน์ซินโดม
ง.        โรคไข้เลือดออก


6.       โครโมโซมเพศอยู่ที่คู่เท่าใด
ก.       คู่ที่  20
ข.       คู่ที่  21
ค.       คู่ที่  22
ง.        คู่ที่  23
7.       การเปลี่ยนแปลงสภาพของยีนที่ผิดปกติไปจากเดิมเรียกว่าอะไร
ก.       พันธุกรรม
ข.       การตัดต่อยีน
ค.       การผ่าเหล่า
ง.        ถูกทุกข้อ
8.       ข้อใดเป็นประโยชน์ของอนุกรมวิธาน
ก.       เพื่อความสะดวกที่จะนำมาศึกษา
ข.       เพื่อสะดวกในการนำมาใช้ประโยชน์
ค.       เพื่อเป็นการฝึกทักษะในการจัดจำแนกสิ่งต่างๆ
ง.        ถูกทุกข้อ
9.       การจัดหมวดหมู่  ของสิ่งมีชีวิตชั้นใดใหญ่ที่สุด
ก.       จีนัส
ข.       ไฟลัม
ค.       อาณาจักร
ง.        ออร์เดอร์
10.   การจัดหมวดหมู่ ของสิ่งมีชีวิตชั้นใดเล็กที่สุด
ก.        จีนัส
ข.        ไฟลัม
ค.        อาณาจักร
ง.         ออร์เดอร์


ครั้งที่ 11

ใบงานที่ 2
  เรื่องเด็กดักแด้
รายวิชาวิทยาศาสตร์ (พว31001)  ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย




ผู้เรียนจงแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเด็กดักแด้ว่าเกิดจากสาเหตุใดโดยใช้แผนผังความคิด(Mind Map)
..........................................................................................................................
..........................................................................................................................
..........................................................................................................................
..........................................................................................................................
..........................................................................................................................
..........................................................................................................................เกณฑ์การประเมิน  (10  คะแนน)  พิจารณาจาก
1.       คำตอบตรงประเด็นชัดเจน                  4  คะแนน
2.       การค้นคว้าข้อมูลจากแหล่งที่อ้างอิงได้       3  คะแนน
3.       เขียนด้วยลายมือตนเองและอ่านง่าย         3  คะแนน

ครั้งที่ 11

ใบงานที่ 3
  เรื่องพันธุกรรมและความหลากหลายทางชีวภาพ
รายวิชาวิทยาศาสตร์  ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 

1.       พันธุกรรม  หมายถึง
..........................................................................................................................
..........................................................................................................................
..........................................................................................................................
2.       จงยกตัวอย่างลักษณะที่ได้ถ่ายทอดทางพันธุกรรมมา  5  อย่าง.................................................................................................................
..........................................................................................................................
..........................................................................................................................
3.          เพราะเหตุใดต้นถั่วลันเตาที่มียีน  TT  กับ  Tt  จึงแสดงลักษณะดันสูงเหมือนกัน..................................................................................................


4.ยีนคือ............................................................................................................
5.       DNA  คือ.........................................................................................
6.       การกลายพันธุ์ (Mutation)  คือ  .........................................................................................................................................................................................................................
7.     จงบอกสาเหตุที่ทำให้เกิดการกลายพันธุ์  (Mutation)     มีอะไรบ้าง....................................................................................................
.................................................................................................................

8.       จงบอกประโยชน์ของอนุกรวิธาน........................................................
.....................................................................................................................
9.        ความหลากหลายทางชีวภาพคือ.....................................................................................................................
..........................................................................................................................
..........................................................................................................................
..........................................................................................................................
10.    จงบอกวิธีการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ..............................................................................................................
..........................................................................................................................
..........................................................................................................................
..........................................................................................................................

เกณฑ์การประเมิน  (10  คะแนน)  พิจารณาจาก
1. คำตอบตรงประเด็นชัดเจน                      4  คะแนน
    2. การค้นคว้าข้อมูลจากแหล่งที่อ้างอิงได้          3  คะแนน
    3. เขียนด้วยลายมือตนเองและอ่านง่าย           3  คะแนน

  

เฉลยแบบทดสอบ ใบงานที่ 1

เรื่องพันธุกรรมและความหลากหลายทางชีวภาพ 
1.ค 2.ค      3.ข      4.ก      5.ง      6.ง      7.ค      8.ง      9.ค      10.ง

เฉลยใบงานที่ 2
 เรื่องพันธุกรรมและความหลากหลายทางชีวภาพ
1. พันธุกรรม  หมายถึง การถ่ายทอดลักษณะต่างๆ  เช่น  รูปร่าง  หน้าตา  สีผล  ความสูง  ความเตี้ย  ฯลฯ  จาก 
    พ่อแม่ไปสู่ลูกหลาน
2. จงยกตัวอย่างลักษณะที่ได้ถ่ายทอดทางพันธุกรรมมา  5  อย่าง
    สีผิว  ความสูง  หมู่เลือด  สติปัญญา  เส้นผม ลักยิ้ม  ความถนัดของมือ
3. เพราะเหตุใดต้นถั่วลันเตาที่มียีน  TT  กับ  Tt  จึงแสดงลักษณะดันสูงเหมือนกันเพราะในลูกรุ่นที่  1  เมื่อยีน       
    T  ที่ควบคุมลักษณะต้นสูงซึ่งเป็นลักษณะเด่นเข้าคู่กับยีน  t  ที่ควบคุมลักษณะต้นเตี้ยซึ่งเป็นลักษณะด้อย    
    ลักษณะที่ปรากฏจะเป็นลักษณะที่ควบคุมด้วยยีนเด่น  ดังจะเห็นว่าลูกในรุ่นที่  1  มีลักษณะสูงหมดทุกต้น
4. ยีน  คือ   หน่วยพันธุกรรมที่ควบคุมลักษณะต่างๆ
5. DNA  คือ    สารเคมีที่พบภาพในยีน
6. การกลายพันธุ์  (Mutation)  คือ การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมในระดับยีนหรือโครโมโซม  ซึ่งเป็นผลจาก
   การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับดีเอ็นเอ
7. จงบอกสาเหตุที่ทำให้เกิดการกลายพันธุ์  (Mutation)  มีอะไรบ้าง
1.       การกลายที่เกิดขึ้นได้เองตามธรรมชาติ
2.       การกลายพันธ์ที่เกิดจากกการกระตุ้นจากรังสี
8. จงบอกประโยชน์ของอนุกรมวิธาน
1.       เพื่อความสะดวกที่จะนำมาศึกษา
2.       เพื่อสะดวกในการนำมาใช้ประโยชน์
3.       เพื่อเป็นการฝึกทักษะในการจัดจำแนกสิ่งต่างๆ  ออกเป็นหมวดหมู่
9. ความหลากหลายทางชีวภาพคือ
    การที่มีสิ่งมีชีวิตมากมายหลากหลายสายพันธุ์และชนิดในบริเวณใดบริเวณหนึ่ง
10. จงบอกวิธีการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ
1. จัดระบบนิเวศให้ใกล้เคียงตามธรรมชาติ  โดยฟื้นฟู  พัฒนาพื้นที่เสื่อมโทรมให้มีความหลากหลายทาง
    ชีวภาพไว้มากที่สุด
2. จัดให้มีศูนย์อนุรักษ์หรือพิทักษ์สิ่งมีชีวิตนอกถิ่นกำเนิด  เพื่อเป็นที่พักพิงชั่วคราวที่ปลอดภัยก่อนนำกลับ
    ไปสู่ธรรมชาติ
3. ส่งเสริมการเกษตรแบบไร่นาส